ทำไมลายนิ้วมือคนเราต้องแตกต่างกัน
นักสืบ

ทำไมลายนิ้วมือคนเราต้องแตกต่างกัน

ทำไมลายนิ้วมือคนเราต้องแตกต่างกัน ลายนิ้วมือ (Fingerprints) คือ ลายเส้นที่ปรากฏอยู่บนผิวหนังด้านหน้าของนิ้วมือ ประกอบด้วยเส้น 2 ชนิด คือ เส้นนูน หรือสันลายนิ้วมือ (Ridge) ที่เป็นรอยนูนที่ยกสูงกว่าพื้นผิวหน้านิ้วมือ มีลักษณะเป็นเส้นนูนโค้งและยาวตามรูปแบบลายนิ้วมือ (เมื่อประทับลายนิ้วมือจะติดหมึกพิมพ์) และร่องลายนิ้วมือ (Furrow) ที่เป็นรอยลึกสลับระหว่างเส้นนูน (จะมองเห็นเป็นร่องสีขาว เมื่อประทับลายนิ้วมือ)

ซึ่งลายนิ้วมือของแต่ละบุคคลก็จะมีความเป็น เอกลักษณ์ ที่แตกต่างกันออกไป และจะมีโอกาสเพียงแค่ 1 ใน 64,000 ล้าน เท่านั้นที่ลายนิ้วมือของเราจะไปซ้ำกับบุคคลอื่นบนโลกใบนี้ เพราะกระบวนการพัฒนาลายนิ้วมือของมนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่างกัน โดยจะเริ่มมีการพัฒนาตั้งแต่ในครรภ์มารดาจนเสร็จสมบูรณ์ในช่วงเดือนที่ 7 ของการตั้งครรภ์ และถึงแม้จะเป็นฝาแฝดที่เกิดมาจากไข่ใบเดียวกัน แต่แรงดันภายในมดลูกก็มีส่วนทำให้ลายนิ้วมือของฝาแฝดทั้งคู่มีความแตกต่างกัน

และอย่างที่เราทราบกันดีว่าลายนิ้วมือของมนุษย์เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดและ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเส้นนูนของลายนิ้วมือที่เราเห็นนั้นจะปรากฏอยู่บนชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) แต่รูปแบบของลายนิ้วมือของเรานั้นถูกฝังลึกลงไปถึงเนื้อเยื่อบริเวณชั้นหนังแท้ (Dermis) จึงทำให้เมื่อเกิดความเสียหายบริเวณปลายนิ้วอย่างการโดนมีดบาดหรือแม้กระทั่งการถูกไฟไหม้ (เล็กน้อย) นั้นไม่สามารถทำให้ลายนิ้วมือของเราหายไปได้ เพราะผิวหนังในส่วน Basal Layer หรือ Papillae ที่อยู่ระหว่างชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้จะดันเนื้อด้านล่างขึ้นมาทดแทนผิวหนังที่เกิดความเสียหายไปนั่นเองการสืบหาหลักฐานจากรอยนิ้วมือ

องค์ประกอบลายนิ้วมือที่ใช้ชี้บ่งเอกลักษณ์บุคคล

1. ลักษณะทั่วไป
ลักษณะทั่วไป คือ ลักษณะที่สายตาทั่วไปสามารถมองเห็น และวิเคราะห์ได้แบบผิวเผิน ได้แก่
– รูปแบบลายนิ้วมือ
– พื้นที่ทั้งหมดลายนิ้วมือ
– จุดใจกลาง
– จุดสันดอนหรือสามเหลี่ยมเดลต้า
– ชนิดของเส้น
– จำนวนเส้นลายนิ้วมือ

2. ลักษณะเฉพาะที่
ลักษณะเฉพาะที่ คือ โครงสร้างของเส้นลายนิ้วมือที่สามารถจำแนกได้หลายลักษณะ แตกต่างกันบนลายนิ้วมือ ได้แก่
– เส้นแตก หรือ เส้นส้อม (bifurcation) คือ เส้นลายนิ้วมือที่มีปลายด้านหนึ่งแยกหรือแตกออกเป็น 2 เส้น หรือมากกว่า หรือหากมองจากอีกด้านหนึ่งจะมีเส้น 2 เส้น หรือมากกว่ามารวมกันกลายเป็นเส้นเดียว
– เส้นสั้นๆ (short ridge) คือ เส้นลายนิ้วมือที่มีขนาดเส้นสั้นกว่าเส้นลายนิ้วมือทั่วไป แต่จะไม่สั้นมากจนกลายเป็นจุด
– จุด (dot) คือ ลายเส้นนิ้วมือที่สั้นมากจนแลดูเป็นจุดหรือขีดเล็กๆ
– เส้นขาด (ending ridge) คือ เส้นลายนิ้วมือที่เป็นเส้นเดียวในแนวเดียวกับเส้นอื่น ซึ่งจะมีช่องว่างเป็นรอยขาดออกจากกันจากเส้นอื่น
– เส้นทะเลสาบ (island) คือ เส้นลายนิ้วมือที่มีปลายแยกออกเป็น 2 เส้น แล้ววกกลับมารวมกันกลายเป็นเส้นเดียว ซึ่งจะมีลักษณะโค้งออกหลังการแยก และโค้งเข้าเมื่อใกล้จุดบรรจบ ทำให้เกิดเป็นพื้นที่ว่างตรงกลางคล้ายกับแอ่งน้ำหรือทะเลสาบ
– เส้นตะขอ คือ เส้นลายนิ้วมือที่ปลายเส้นแยกออกเป็น 2 เส้น แต่ละเส้นแยกโค้งออกจากกัน และแต่ละเส้นมีความยาวไม่เท่ากันทำให้มีลักษณะเป็นตะขอ
– เส้นอื่นๆ คือ เส้นลายนิ้วมือที่แตกต่างกับเส้นลายนิ้วมือที่กล่าวมาข้างต้น เส้นเดียวที่มีปลายแยกออกเป็น 3 เส้น เรียกว่า “trifurcation” เป็นต้น

ทำไมลายนิ้วมือคนเราต้องแตกต่างกัน

ลายนิ้วมือแตกต่างกัน

รูปแบบของลายนิ้วมือ

1. ก้นหอยธรรมดา (plain whorl)

เป็นลักษณะลายนิ้วมือที่พบได้ประมาณ 25-35% ของลายนิ้วมือทั้งหมด สังเกตได้ง่าย ๆ จากเส้นนูนที่เวียนวนเป็นรอบวงกลมรูปร่างคล้ายก้นหอยหรือลานนาฬิกา ทั้งนี้ ลายนิ้วมือของมนุษย์เกิดขึ้นขณะเป็นตัวอ่อนในครรภ์มารดา หากแผ่นหนาที่ต่อมาจะพัฒนาเป็นมือมีลักษณะแบนและสมมาตรก็มีความเป็นไปได้สูงที่มือดังกล่าวจะมีรอยนิ้วมือแบบก้นหอยธรรมดา

2. มัดหวายปัดขวา (right slant loop หรือ radial loop)

ลายนิ้วมือแบบมัดหวายพบได้มากที่สุดในคนทั่วโลก โดยลายนิ้วมือแบบมัดหมายปัดขวา สังเกตได้จากจุดสันดอนเพียงหนึ่งจุด และเส้นวกหลักอย่างน้อยหนึ่งเส้นที่ปัดไปทางทิศขวาตามชื่อมัดหวายปัดขวา

3. มัดหวายปัดซ้าย (left slant loop หรือ ulnar loop)

มีลักษณะเด่นคือ ปลายเส้นเกือกม้าปัดไปทางซ้าย หรือทางนิ้วก้อยของมือที่หงายขึ้น เรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า มัดหวายปัดก้อย

4. มัดหวายคู่ หรือมัดหวายแฝด (double loop / twin loop)

ลายนิ้วมือลักษณะนี้มีจุดเด่นคือมี 2 สันดอน รูปร่างคล้ายลายนิ้วมือแบบมัดหมาย 2 รูปประกบเข้าหากัน

5. โค้งราบ (plain arch)

เป็นลักษณะลายนิ้วมือที่กล่าวได้ว่าดูง่ายที่สุด มีจุดเด่นคือเส้นวิ่งจากขอบด้านหนึ่งไปจรดอีกด้านหนึ่งในลักษณะโค้งราบตามชื่อ

6. โค้งกระโจม (tented arch)

ลักษณะคล้ายลายนิ้วมือแบบโค้งราบ แต่มีจุดที่แตกต่างชัดเจน คือ เส้นที่อยู่ตรงกลางของลายนิ้วมือมีรูปร่างพุ่งขึ้นมาจากแนวนาน หรือมีลักษณะเป็นเส้นจำนวนสองเส้นมาบรรจบกันตรงกลาง ก่อเป็นมุมคล้ายมุมฉากหรือมุมแหลมคม

7. ซับซ้อน (accidental whorl)

ลายนิ้วมือลักษณะนี้มีความซับซ้อนสมชื่อ เนื่องจากเป็นลายนิ้วมือที่ผสมผสานลายนิ้วมือแบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยมีตั้งแต่ 2 สันดอนขึ้นไป

8. ก้นหอยกระเป๋ากลาง (central pocket loop whorl)

ลายนิ้วมือลักษณะนี้คล้ายกับแบบก้นหอยธรรมดา แต่มีจุดที่แตกต่างชัดเจน คือ หากลากเส้นจากสันดอนหนึ่งไปอีกสันดอน เส้นที่ลากจะไม่ตัดกับเส้นวงจรที่อยู่ภายในจึงจะแยกออกว่านี่คือ เส้นลายนิ้วมือแบบก้นหอยกระเป๋ากลาง ไม่ใช่แบบก้นหอยธรรมดา

ประโยชน์ของลายนิ้วมือ

ประโยชน์ของลายนิ้วมือ

ใช้ในการสืบหาอาชญากร

เมื่อกล่าวถึงประโยชน์ของลายนิ้วมือนั้น เชื่อว่าความคิดแรกๆ ของทุกคนน่าจะเป็นการใช้ในวงการตำรวจเพื่อสืบหาตัวคนร้าย เพราะการใช้ลายนิ้วมือในการสืบหาคนร้ายนั้นเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและใช้ระบุตัวคนร้ายได้ชัดเจน และสำหรับการใช้ลายนิ้วมือเพื่อเทียบหาตัวคนร้ายนั้นเริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในประเทศอาร์เจนตินา โดยปี 1892 ผู้กำกับ Juan Vucetich ที่ปรับเปลี่ยนวิธีการระบุตัวคนร้ายจากระบบ Bertillon system หรือวิธีการระบุตัวคนร้ายจากรูปพรรณสัณฐานภายนอกที่อาจเกิดความผิดพลาดได้ และ พัฒนาระบบการจัดเก็บลายนิ้วมือของคนร้าย ภายในสถานีตำรวจ Buenos Aires ขึ้น โดยเขาเรียกมันว่า การเปรียบเทียบลายนิ้วมือ (Comparative Dactyloscopy) ซึ่งในเวลาต่อมา สารวัตรตำรวจที่มีชื่อว่า Eduardo Alvarez (ประจำการที่สถานีตำรวจเดียวกับ Juan Vucetich) ได้นำจับ Francisca Rojas ที่ต้องหาคดีฆาตกรรมลูกชายทั้ง 2 คน ของเธอเองและปาดคอตนเองจนบาดเจ็บสาหัสเพื่อป้ายความผิดให้กับผู้อื่น แต่ Alvarez ได้สังเกตเห็นถึง รอยนิ้วมือเปื้อนเลือด บริเวณกรอบประตูบ้านที่เป็นหลักฐานบ่งชี้ว่า Rojas เป็นฆาตกรสืบชู้สาว

ซึ่งหลังจากที่ Alvarez ได้ใช้ลายนิ้วมือในการระบุตัวคนร้าย การตามหารอยนิ้วมือในที่เกิดเหตุก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ควบคู่ไปกับระบบ Bertillon System ที่ยังคงใช้กันมาถึงในปัจจุบันนี้ และถึงแม้ว่าจะมีอาชญากรจำนวนไม่น้อยที่พยายาม ลบลายนิ้วมือ ของตัวเองด้วยกรดหรือการเผาลายนิ้วมือที่ก่อให้เกิดความเสียหายลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้เพื่อ หลบหนีความผิด แต่โดยส่วนมาก เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งผิวหนังกำพร้าที่ขึ้นมาใหม่ก็จะเกิดการหลุด ลอกออกและปรากฏลายนิ้วมือดังเดิม

เพิ่มความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก

ถัดจากการใช้ในเชิงอาชญวิทยาแล้วก็คาดว่าหลายคนน่าจะนึกถึงการ สแกนลายนิ้วมือ ที่เป็นการนำเอาลายนิ้วมือมาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยี Biometric (เทคโนโลยีการระบุตัวตนจากลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น ลายนิ้วมือ, ระยะห่างของอวัยวะบนใบหน้า, ลักษณะของติ่งหู, เรตินาดวงตา, คลื่นเสียง และ DNA) ที่ใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการ สแกนลายนิ้วมือในการเข้าทำงาน แทนการตอกบัตร หรือการ ปลดล็อคสมาร์ทโฟน ด้วยลายนิ้วมือแทนการกดรหัสที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบันนี้

ซึ่งนอกจากประโยชน์ในด้านอาชญวิทยาและการป้องกันความปลอดภัยแล้ว นักวิทยาศาสตร์ก็ได้คาดการณ์ถึงประโยชน์ของลายนิ้วมือเอาไว้อีก 2 ข้อ ดังนี้

ช่วยในการหยิบจับสิ่งของได้มั่นคงมากยิ่งขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ได้สันนิษฐานว่าลายนิ้วมือของมนุษย์นั้นน่าจะมีส่วนช่วยในการ เพิ่มแรงเสียดทาน ระหว่างปลายนิ้วกับพื้นผิวของสิ่งของทำให้เราหยิบจับสิ่งของต่างๆ ได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น แต่นักวิจัยของมหาวิทยาลัย Manchester ได้ออกมา แย้ง ในประเด็นนี้ เพราะจากการทดลองนั้นพบว่า แรงเสียดทาน ระหว่างพื้นผิวและสิ่งของนั้นจะ เพิ่มขึ้นราว 33 % หากปลายนิ้วของเราปราศจากลายนิ้วมือ ดังนั้นลายนิ้วมือจึงเป็นตัวลดแรงเสียดทานระหว่างผิวของเรากับสิ่งของและมีส่วนที่ทำให้นิ้วมือของเราสูญเสียความสามารถในการหยิบจับสิ่งของไปส่วนหนึ่งมากกว่า เพราะมันลดพื้นที่ระหว่างผิวของเรากับสิ่งของนั้นๆ นั่นเอง

เพิ่มการรับรู้ของผิวสัมผัส (Texture) ที่แตกต่างกัน

เนื่องมาจากเส้นนูนของลายนิ้วมือนั้นจะก่อให้เกิดคลื่นความสั่นระหว่างปลายนิ้วและสิ่งของที่เราสัมผัส และส่งสัญญาณไปยังปลายประสาทใต้ผิวหนัง ซึ่งเส้นประสาทเหล่านี้จะมีตัวรับ (Mechanoreceptors) เฉพาะของความถี่คลื่นที่ต่างกันออกไปสำหรับผิวสัมผัส (Texture) ในรูปแบบต่างๆ ที่เชื่อมต่อกับระบบประสาทในสมอง ทำให้เรารับรู้ถึงความแตกต่างกันของพื้นผิวสิ่งที่เราสัมผัสได้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *