อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี แคลิฟอร์เนีย
travel

อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี แคลิฟอร์เนีย

อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี แคลิฟอร์เนีย ความงดงามทางธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติโยเซมิตีจึงทำให้ได้รับการขนานนามว่าเป็นความงดงามทางธรรมชาติที่อยู่คู่กับประเทศสหรัฐอเมริกาและในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งคนในประเทศสหรัฐเองและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแวะเวียนกันมาเยี่ยมชมความงามของอุทยานแห่งนี้กันอย่างมากมาย ซึ่งที่นี่ยังเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่าหลายล้านคนจากทั่วทุกมุมโลกในแต่ละปี เพราะที่นี่เต็มไปด้วยพืชพรรณและความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติที่เต็มร้อย จึงทำให้ต้นสนขนาดมหึมาหลายร้อยต้นมีความสวยงามและยังเต็มไปด้วยสัตว์ป่าน้อยใหญ่ที่เป็นภาพหาชมได้ยากมาก ๆฮาลอง เบย์ เกาะหินปูน

ที่ตั้งและประวัติความเป็นมา

อุทยานแห่งชาติ “โยเซมิตี” (Yosemite National Park) แห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มีพื้นที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาเซียร์ร่า เนวาด้า จุดเด่นของที่นี่คือเป็นที่ตั้งของน้ำตกที่สูงที่สุดแห่งอเมริกาเหนือ โดยอุทยานแห่งนี้ยังโดดเด่นด้วยหุบเขาโยเซมิตีซึ่งมีความกว้าง 1.6 กิโลเมตร ยาว 11 กิโลเมตร จากการถูกตัดผ่านด้วยธารน้ำแข็งในอดีตทำให้เกิดเป็นที่นี่เกิดเป็นทิวทัศน์สวยงาม ที่เต็มไปด้วยเทือกเขาหินที่งดงาม มีหน้าผาสูงเรียงลายสลับกันไป และยังมีเอกลักษณ์ที่เป็นซิกเนเจอร์ที่สำคัญคือต้นสนขนาดยักษ์ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านเป็นภาพจำของที่นี่นั่นเอง

การเดินทาง

ตามเส้นทางต่างๆ ไม่แนะนำให้ไปในฤดูร้อน อาจมีนักท่องเที่ยวมากมายมาที่โยเซมิตีเป็นจำนวนมาก จนทำให้รถติดและที่จอดรถไม่เพียงพอ ปัจจุบันทางอุทยานฯ จึงจำเป็นต้องจัดรถพลังงานไฟฟ้าเพื่อลดมลพิษ บริการนักท่องเที่ยวตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ไปจนกระทั่งหลังตะวันตกดิน และห้ามนักท่องเที่ยวขับรถเอง

อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี

อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี แห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย

อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี (Yosemite National Park) แห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มีพื้นที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาเซียร์ราเนวาดา เป็นที่ตั้งของน้ำตกที่สูงที่สุดแห่งอเมริกาเหนือ ทิวทัศน์เทือกเขาหินที่งดงาม หน้าผาสูง และต้นสนขนาดมหึมาที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ใด

ความงามของอุทยานแห่งชาติโยเซมิตีนั้น เป็นที่เลื่องลือจนได้กลายมาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งความงามของสหรัฐอเมริกา และเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่าหลายล้านคนจากทั่วทุกมุมโลกในแต่ละปี ไม่เพียงแต่ทัศนียภาพของเหล่าภูเขา และต้นสนเท่านั้น ที่ทำให้ผู้คนชื่นชอบที่แห่งนี้ แต่เหล่าสัตว์ป่าที่น่ารัก และเป็นมิตรก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวหลาย ๆ คนเช่นกัน

ภูเขาฮาล์ฟโดม (Half Dome) และภูเขาเอลแคปปิตอล ไม่ว่านักท่องเที่ยวผู้มาเยือน จะกำลังมองหากิจกรรมในรูปแบบไหน ทำในช่วงวันหยุดที่อุทยานแห่งนี้ ก็มีให้อย่างครบครัน อุทยานฯ แห่งนี้โดดเด่นด้วยหุบเขาโยเซมิตี ซึ่งมีความกว้าง 1.6 กิโลเมตร ยาว 11 กิโลเมตร จากการถูกตัดผ่านด้วยธารน้ำแข็งในอดีต ทำให้เกิดเป็นที่นี่เกิดเป็นหุบเขาที่สวยงาม ที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา มีภูเขาหินขนาดใหญ่สองลูกที่เป็นหน้าผา คือ ภูเขาฮาล์ฟโดม (Half Dome) และภูเขาเอลแคปปิตอล

การทำกิจกรรมที่ อุทยานฯ ควรเริ่มต้นจากการเข้ารับชมสไลด์ และรับฟังประวัติความเป็นมาของอุทยานฯ ที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยววัลเล่ย์ (Valley Visitor Center) ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจความเป็นมาเกี่ยวกับสถานที่ต่าง ๆ ในอุทยานฯ ก่อนออกเดินทางไปชมของจริง จากนั้นจึงค่อยเดินทางท่องเที่ยวในอุทยานฯ โดยใช้รถยนต์เป็นพาหนะก็ได้ ที่แรกที่ต้องแวะไปให้ได้เลย คือ น้ำตกโยเซมิตี ตั้งตระหง่านอยู่บนภูเขาสูง มีละอองน้ำกระจายอยู่ทั่วไป ยิ่งปริมาณน้ำที่ตกลงมามีมากแค่ไหน วิวของที่นี่ ก็จะอลังการงดงาม และให้บรรยากาศดีมากเท่านั้น ตัวน้ำตกอยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเพียง 400 เมตร หากต้องการขึ้นไปถึงชั้นบนสุดของน้ำตก ก็ต้องเดินทางต่อไปอีก 4 กิโลเมตร

อีกน้ำตกที่น่าสนใจ คือ น้ำตกเวอร์นัล (Vernal Fall) และน้ำตกเนวาดา (Nevada Fall) ซึ่งนักท่องเที่ยวมักจะนิยมเดินทางขึ้นไปชมความงามของน้ำตกแห่งนี้ และปิกนิกบนยอดเขา เส้นทางที่นักท่องเที่ยวใช้เดินทางบ่อยที่สุด คือ เส้นทาง The John Muir Trail โดยชื่อของเส้นทางมีที่มาจากนักสิ่งแวดล้อมชื่อ John Muir เป็นเส้นทางที่ใช้เวลาเดินทางไม่นาน ก็จะถึงน้ำตกเวอร์นัล นอกจากนี้หากมีแรงก็สามารถเดินทางไปที่น้ำตกเนวาดาต่อได้อีก

ความพิเศษของเส้นทางนี้คือต้นสนขนาดใหญ่ที่ขึ้นเรียงรายตามเส้นทางประกอบกับทิวทัศน์ที่น่าชวนมอง ส่วนเส้นทางกลับแนะนำให้ใช้เส้นทาง Mist Trail ซึ่งเส้นทางนี้จะมีละอองน้ำจากน้ำตกโปรยปรายลงมา ให้ความชุ่มชื่นบนใบหน้าตลอดการเดินทาง หรือหากต้องการไปออกทริปสั้น ๆ ใช้เวลาไม่นานมาก ก็สามารถเดินทางไปชมมิลเลอร์เลค (Mirror Lake) ทะเลสาบที่มีน้ำใสสะอาดจน เมื่อแสงจากท้องฟ้าสาดส่องกระทบลงมา ทำให้เกิดภาพสะท้อนเป็นประกายระยิบระยับ สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน จนเป็นที่มาของชื่อมิลเลอร์เลคนั่นเอง

Yosemite National Park

อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี แคลิฟอร์เนีย (Yosemite National Park)

ตั้งอยู่ใน สหรัฐอเมริกา ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติ โดยการผลักดันของนักอนุรักษ์ธรรมชาติคนสำคัญคือ จอห์น มุยร์ หุบเขาโยเซมิตี ( Yosemite Valley ) มีความกว้าง 1.6 กิโลเมตร ยาว 11 กิโลเมตร ถูกตัดผ่านโดยธารน้ำแข็ง (Glacier) ในอดีตกาล จนกลายเป็นหุบเขาที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา ฮาล์ฟโดม (Half Dome) และเอลแคปปิตอล (El Capital) ภูเขาหินขนาดใหญ่ที่มีหน้าผามหึมาตั้งฉากและสูงลิบคือสัญลักษณ์ของอุทยานฯ นี้ สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป แค่ขับรถเที่ยวชมก็ควรใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 วันโดยเฉพาะที่หุบเขาโยเซมิตีก็ต้องใช้เวลาแล้ว 1 วัน แม้จะมีระยะทางเพียง 19 กิโลเมตร แต่ก็มีจุดที่ควรแวะดูมากมาย

ทุกฤดูร้อนมีนักท่องเที่ยวมาเยือนโยเซมิตีเป็นจำนวนมาก จนทำให้รถติดและที่จอดรถไม่เพียงพอ ก่อให้เกิดมลพิษมากมาย ทางอุทยานฯ จึงจำเป็นต้องจัดรถพลังงานไฟฟ้าเพื่อลดมลพิษ บริการนักท่องเที่ยวตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นไปจนกระทั่งหลังตะวันตกดิน และห้ามนักท่องเที่ยวขับรถเองตามเส้นทางต่างๆ ในหุบเขา

หรือถ้าหากจะเช่าจักรยานก็มีเส้นทางเล็กๆ ขนานคู่ไปกับถนนสายหลัก พบว่าเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่งคือ แวะที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยววัลเล่ย์ ( Valley Visitor Center ) ก่อนเป็นแห่งแรกเข้าชมการบรรยายประกอบการฉายสไลด์สั้นๆ เพื่อเข้าใจประวัติและความเป็นมาของอุทยานฯ แห่งนี้ จากนั้นขึ้นรถต่อไปยังน้ำตกโยเซมิตี ( Yosemite Falls ) ซึ่งเป็นน้ำตกสวยเห็นโดดเด่นแต่ไกล มีเส้นทางเดินเท่าระยะทางเพียง 400 เมตร เข้าไปถึงตัวน้ำตกชั้นล่าง

หากต้องการขึ้นไปถึงชั้นบนต้องเดินไกลเข้าไปอีกกว่า 4 กิโลเมตร กลับมารอรถบัสเที่ยวถัดไปซึ่งใช้เวลาไม่นานไปยังเอล แคปปิตอลอีกสัญลักษณ์หนึ่งของที่นี่ มันเป็นภูเขาหินขนาดใหญ่ สูงตั้งฉากขึ้นไปถึง 900 เมตร หลังจากนั้นจะผ่านจุดที่น่าสนใจอีกมากมาย รวมทั้งเซนติเนลร็อก (Sentinel Rock) และกลาเซียร์พอยต์ (Glacier Point) นับเป็นเทือกเขาหินแกรนิตอีกจุดหนึ่งที่ถูกธารน้ำแข็งกัดกร่อนในอดีตกาล เส้นทางถัดมาถึงคราที่ต้องขับรถเอง ระยะทาง 84 กิโลเมตร อาจจะใช้เวลาครึ่งวัน ถึง 1 วันเต็ม

จากหุบเขาโยเซมิตีใช้เส้นทางหมายเลข 41 (Calf. 41) หรืออีกชื่อหนึ่งคือถนนโววานา ( Wowano Road ) ufaไปยังอุโมงค์โววานา (Wowana Tunnel) จุดแรกที่ต้องแวะคือจุดชมวิวทันเนลวิว (Tunnel View Overlook) ที่ถูกยกย่องให้เป็น the most photographed vista on earth นับเป็นจุดชมวิวแบบพาโนรามาที่ยิ่งใหญ่ มองเห็นเทือกเขาหินปูนทั้งหมดของโยเซมิตี รวมทั้งน้ำตกไบรดัลเวล (Bridalveil Fall) ที่มีความสูง 186 เมตร

(หากมาใช้ช่วงบ่ายจะเห็นสายรุ้งบริเวณน้ำตก) ถัดมาอีก 11 กิโลเมตร ให้เลี้ยวซ้ายไปใช้เส้นทางกลาเซียร์พอยด์สองข้างทางเป็นป่าสน ไปสุดที่ลานจอดรถ จากนั้นเดินไปเพียง 250 เมตร มีจุดชมวิวหลายแห่งบนเอกเขาซึ่งมีความสูง 964 เมตร โดยเฉพาะฮาล์ฟโดมและน้ำตกอีกหลายแห่ง ย้อนกลับมายังเส้นทางหมายเลข 41 ขับลงใต้อีก 21 กิโลเมตร มายังวาโวนา (Wawona)
ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรม ร้านค้า และสนามกอล์ฟ แวะที่ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์โยเซมิตี ( Pioneer Yosemite History Center ) ขับต่อไปยังทิศใต้ เลยประตูทางเข้าด้านทิศใต้เลี้ยวซ้ายเข้าไปที่สวนมาริโพซา (Mariposa Grove)

ที่นี่มีต้นไม้ยักษ์ที่เรียกว่าเซควอญา (Sequoia) กว่า 200 ต้น ลองมองหาต้นที่ชื่อ Grizzly Giiant อายุประมาณ 2,700 ปี นับว่าเป็นต้นไม้ที่มีอายุมากที่สุดต้นหนึ่ง ขับรถต่อไปเรื่อยๆ สู่อุโมงค์ต้นไม้วาโวนา (Wawona Tunnel Tree) ขับรถลอดใต้อุโมงค์ต้นไม้ยักษ์ที่ล้มลงในปี พ.ศ. 2424 (หากแต่ยังมีชีวิต) นับเป็นอีกจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจะต้องจอดรถและถ่ายรูปไว้ที่เป็นที่ระลึก การเดินทาง อุทยานแห่งชาติโยเซมิตีตั้งอยู่ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ( California ) การเดินทางจากประเทศไทย ต้องขึ้นเครื่องบินไปลงที่เมืองซานฟรานซิสโก แล้วขับรถเข้าอุทยานฯ ทางทิศตะวันตก ฤดูกาล สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่อย่างไรก็ตามควรหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงวันหยุด ควรจองที่พักล่วงหน้าหากเดินทางในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม จากเมืองเฟรสโน ( Fresno ) ใช้เส้นทาง Calf. Hwy. 41 เข้าทางด้านใต้ของอุทยานฯ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *